ถ้าพูดถึงคำว่า ESG (Environment, Social, Governance) เชื่อว่าผู้ประกอบการหลายคนคงแอบถอนหายใจและคิดในใจว่า “มันคือภาระค่าใช้จ่ายอีกแล้วใช่ไหม”
ภาพจำของการทำธุรกิจสีเขียวในอดีตมักผูกติดอยู่กับกิจกรรม CSR อย่างการพากันไปปลูกป่าชายเลน เก็บขยะริมหาด แล้วถ่ายรูปลง PR ซึ่งกิจกรรมเหล่านั้นดีต่อใจค่ะ แต่ในมุมของงบการเงิน มันคือรายจ่ายล้วน ๆ ที่ไม่ได้สร้างผลตอบแทนกลับมาเป็นตัวเงิน
แต่โลกธุรกิจปี 2026 เปลี่ยนไปแล้วค่ะ ESG ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำดีเพื่อสังคม แต่กลายเป็น “เครื่องมือรอดตาย” และ “เครื่องผลิตเงิน” ตัวใหม่ที่จับต้องได้จริง ใครที่บอกว่าทำ ESG แล้วจะไส้แห้ง แปลว่าเขายังไม่รู้วิธีทำเงินจากมัน

เลิกพูดเรื่องปลูกป่า แล้วมาพูดเรื่องค่าไฟที่หายไป
จุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดและเห็นผลเป็น “ตัวเงิน” เร็วที่สุด คือตัว E (Environment) ในมิติของการจัดการพลังงานค่ะ
การติดตั้ง Solar Rooftop หรือโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงงานหรือออฟฟิศ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ในยุคที่ค่าไฟผันผวนขาขึ้น การติดโซลาร์เซลล์เปรียบเสมือนการล็อกค่าใช้จ่ายพลังงานให้ต่ำลงทันทีตั้งแต่วันแรกที่เดินเครื่อง
ลองคำนวณง่าย ๆ ดูค่ะ หากโรงงานของคุณจ่ายค่าไฟเดือนละ 1 แสนบาท การติดโซลาร์เซลล์อาจช่วยลดค่าไฟลงได้ 30-40% เงิน 3-4 หมื่นบาทที่ประหยัดได้ในทุกเดือน นั่นคือกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นทันทีโดยไม่ต้องออกไปหาลูกค้าเพิ่มแม้แต่คนเดียว แถมปัจจุบันจุดคุ้มทุน (ROI) ของโซลาร์เซลล์สั้นลงเหลือเพียง 3-4 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นคือกำไรยาว ๆ ไปอีก 20 ปี
Green Loan แหล่งเงินทุนราคาถูกที่คนทั่วไปไม่รู้
อีกหนึ่งความลับที่ธนาคารไม่ค่อยตะโกนบอกคือ ธุรกิจที่มีนโยบาย ESG ที่ชัดเจน จะกลายเป็น “ลูกรัก” ของสถาบันการเงินทันที
ปัจจุบันธนาคารชั้นนำแทบทุกแห่งมีสินเชื่อประเภท Green Loan หรือ Sustainability-Linked Loan ที่ให้อัตราดอกเบี้ยถูกกว่าสินเชื่อธุรกิจปกติอย่างมีนัยสำคัญ บางแห่งให้ดอกเบี้ยต่ำกว่า 1-2% เลยทีเดียว
ทำไมธนาคารถึงยอมให้กู้ถูก เพราะธนาคารเองก็โดนกดดันจากเวทีโลกให้ปล่อยกู้กับธุรกิจสีเขียวเพื่อลดความเสี่ยงพอร์ตสินเชื่อของเขาเอง ดังนั้นถ้าคุณเดินเข้าไปพร้อมแผนงานลดคาร์บอนที่ชัดเจน หรือมีการเปลี่ยนเครื่องจักรให้ประหยัดพลังงาน คุณมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ ซึ่งส่วนต่างดอกเบี้ยที่ลดลงนี้ ก็คือกำไรที่เพิ่มขึ้นของคุณนั่นเอง
เปลี่ยนขยะให้เป็นทองคำ Circular Economy
โมเดล “ขุด-ผลิต-ทิ้ง” แบบเดิมกำลังจะตายค่ะ โมเดลใหม่ที่ทำเงินได้จริงคือ Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน
ลองสำรวจดูว่าในกระบวนการผลิตของคุณมี “ของเสีย” อะไรบ้างที่ต้องจ้างคนมาขนไปทิ้ง เศษผ้า เศษพลาสติก หรือกากกาแฟ สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนแฝงทั้งนั้น
ธุรกิจที่ฉลาดจะเปลี่ยนของเสียเหล่านี้ให้กลับมาเป็นรายได้ เช่น โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า นำเศษผ้าที่เหลือมาปั่นเป็นด้ายรีไซเคิลแล้วทอเป็นเสื้อคอลเลกชันรักษ์โลกที่ขายได้ราคาแพงกว่าเสื้อปกติ 2 เท่า หรือร้านอาหารที่นำเศษอาหารไปทำปุ๋ยหมักขาย การทำแบบนี้ช่วยลดต้นทุนค่ากำจัดขยะ และสร้างไลน์สินค้าใหม่ (New Revenue Stream) ไปพร้อมกัน

ใบเบิกทางสู่ตลาดโลก ถ้าไม่เขียว เขาไม่ซื้อ
ข้อนี้อาจไม่ใช่กำไรที่เป็นตัวเงินโดยตรง แต่เป็นกำไรจากการ “ไม่เสียลูกค้า” ไปค่ะ ปัจจุบันคู่ค้ารายใหญ่ระดับโลก (Global Supply Chain) หรือแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ในไทย เริ่มมีข้อกำหนดที่เข้มงวดว่า ซัพพลายเออร์ที่จะมาขายของให้เขา ต้องผ่านเกณฑ์ ESG หรือมีการวัดผล Carbon Footprint ที่ชัดเจน
ถ้าคุณทำธุรกิจ B2B แล้วยังไม่มีเรื่องนี้ คุณอาจจะถูกตัดออกจากรายชื่อผู้ขายได้ง่าย ๆ ในทางกลับกัน ถ้าคุณมีใบรับรองคาร์บอนเครดิต หรือมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คุณจะมีแต้มต่อเหนือคู่แข่งทันที การได้งานประมูลหรือรักษาสัญญาจ้างระยะยาวไว้ได้ นี่แหละค่ะคือผลตอบแทนการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด
คาร์บอนเครดิต รายได้ก้อนใหม่จากอากาศ
สุดท้ายคือเรื่อง Carbon Credit แม้ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนอาจจะดูยุ่งยากและใช้เวลา แต่สำหรับธุรกิจที่มีที่ดินเยอะ หรือมีการเปลี่ยนเครื่องจักรขนานใหญ่ การขายคาร์บอนเครดิตคือรายได้ Passive Income ที่น่าสนใจมาก
ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตในไทย (T-VER) กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เพราะบริษัทใหญ่ ๆ ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยตัวเองไม่ทัน จำเป็นต้องมา “ซื้อ” เครดิตจากรายย่อยอย่างเราไปโปะ การทำธุรกิจให้เขียวจึงเหมือนการผลิตสินค้าอีกอย่างหนึ่งออกมาขาย โดยสินค้าชิ้นนั้นชื่อว่า “อากาศบริสุทธิ์”
การทำ ESG ในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องของคนโลกสวย แต่เป็นเรื่องของคน “มองการณ์ไกล” ค่ะ
เลิกมองว่ามันคืองานการกุศล แต่ให้มองว่ามันคือกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงและการลดต้นทุนที่มีประสิทธิภาพที่สุด การเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่แค่ช่วยกู้โลก แต่ช่วยกู้ “งบกำไรขาดทุน” ของบริษัทให้เขียวสดใส และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในวันที่กติกาโลกเปลี่ยนไปค่ะ

